วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ชีวิตไม่ฉาบฉวย (3)


ผมเชื่อว่า “ชีวิตฉาบฉวย” คือชีวิตที่ถูกปล่อยตามบุญตามกรรม
ผมขออนุญาตครับ เนื่องจากผมนับถือศาสนาพุทธ สิ่งที่ผมเชื่อและใช้เป็นแนวคิดและแนวปฏิบัติกับชีวิตนั้น แน่นอนว่ามาจากคำสอนในพระพุทธศาสนา สิ่งที่ต้องขออนุญาตคือขอใช้หลักศาสนานี้เป็นแนวทางตลอดข้อเขียน 
อย่างไรก็ตามผมก็เชื่อว่า ทุกศาสนาก็สอนวิธีให้คนพ้นทุกข์ และสามารถประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกัน
สมัยผมเด็ก ๆ ในครอบครัวที่ผมเติบโต ผมมักได้ยินคำสอนแบบที่ว่า “คนเรานี่นะ มันอยู่ที่วาสนา ถ้าวาสนามันจะรวยมันก็รวย ถ้าไม่มีวาสนาจะพยายามเท่าไหร่มันก็จน” ผมต้องขอบคุณตัวเองมากเลยที่คำสอนแบบนั้น ไม่ได้ซึมทราบเข้าสมองผมเท่าไดนัก
“แล้วผมไม่เชื่อเรื่องกรรมหรือไง?”
ผมเชื่อครับ ก็ผมเป็นพุทธ ผมก็ต้องเชื่อเรื่องกรรมเป็นของธรรมดา
“ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” นี่คือเรื่องที่ผมเชื่อ แต่ถ้าจะมาบอกว่า “พรหมลิขิตมาให้รวย หรือลิขิตมาให้จน ถ้าวาสนาไม่มีก็ไม่มีทางรวย...” แบบนี้ผมไม่เชื่อครับ
เรื่องชาติเรื่องภพ ผมก็เชื่อ (เพราะพระพุทธเจ้าท่านสอนมา ปรากฏอยู่ในพระไตรปีฎก) ดังนั้นผมก็เชื่ออีกว่า ถ้าชาติก่อนทำบุญมาเยอะ ก็ส่งผลบุญมาถึงชาตินี้ด้วย (เขาเรียกเกิดมาเสวยบุญ) ตรงกันข้าม ถ้าชาติที่แล้วทำบาปเยอะ ชาตินี้ก็ต้องลำบาก เพราะต้องเกิดมาชดใช้กรรมเก่ามากหน่อย (เรียกว่าเกิดมาใช้กรรม) สังเกตว่าถ้าเป็นคนรวยตายจะพูดว่า “หมดบุญ” แต่ถ้าเป็นคนจนคนทุกข์ตายไป ก็จะพูดกันว่า “หมดกรรม”
จริง ๆ เราก็เห็นกันอยู่ว่า คนที่เกิดมาจนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมือนไม่มีโอกาสอะไรในชีวิตเท่าไหร่นัก แต่ต่อมากลับร่ำรวย ประสบความสำเร็จในชีวิตเป็นมหาเศรษฐีมากมาย (คงไม่ต้องยกตัวอย่างนะครับ เพราะมีเยอะไป) ในทางตรงข้าม บางคนเกิดมาบนกองเงินกองทอง แต่บั้นปลายชีวิตต้องกลายเป็นยาจก หมดเนื้อหมดตัว ติดคุดติดตาราง หรือบางคนเกิดมากลาง ๆ แล้วกว่าจะตายก็ขึ้น ๆ ลง ๆ สลับกันไป ๆ มา
แบบนี้มันมีคำอธิบายไหมครับ? ...เอ้าละ บางคนก็อธิบายง่าย ๆ ได้ว่า คนเกิดมาจน แล้วต่อมารวย ก็เพราะมีกรรมที่ทำให้ต้องเกิดมาจน ต่อมารวย ก็เพราะมีบุญเก่า วาสนาดี ส่งเสริมให้รวย ในทางตรงข้ามก็เช่นเดียวกัน เกิดมารวย เพราะวาสนาส่งมาให้เป็นลูกเศรษฐี แต่ก็มีกรรมเก่าทำให้ต้องจนลงไป
แต่ผมไม่มีทางเชื่อแบบนั้นเด็ดขาดครับ
เพราะถ้าคิดง่าย ๆ ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ต่อไปนี้คนเราก็ไม่ต้องทำอะไรแล้วนะครับ นั่ง ๆ นอน ๆ รอบุญรอวาสนา หรือภาวนาอย่าให้กรรมเก่าตามทัน พวกเราเชื่อไหมครับ เพราะคิดแบบนี้แหละ ก็เลยเกิดความเชื่อเรื่องสะเดาะเคราะห์เอย, หาหมอดูเช็คดวง, แก้กรรม, ไหว้พระเก้าวัด, เสาะแสวงหาครูอาจารย์ เจ้าพ่อเจ้าแม่ ฯลฯ เกิดธุรกิจแอบอิงเรื่องบุญเรื่องกรรม รวยกันเป็นแถว ๆ ทำไปทำมา ศาสนาพุทธก็กลายเป็นอะไรไปแล้ว แทนที่จะเป็นการเรียนรู้ตัวเองเพื่อหาสัจธรรม ละกิเลสให้พ้นทุกข์ กลายไปเป็นที่ดูดวง, สะเดาะเคราะห์ ฯลฯ เอานก, ปลา, เต่า ไปทรมานรอให้คนเอาไปปล่อย...
มีวันหนึ่งเพื่อนซื้อลูกปลาไปปล่อยบันไดท่าน้ำหน้าวัด ตอนกำลังเทลูกปลาออกจากถุง พอมันลงไปในแม่น้ำ ปลาใหญ่แถวนั้นพากันมารุมฮุบกินกันจนเวิ้งน้ำนั้นอลหม่านไปหมด กลายเป็นงานเลี้ยงบุฟเฟต์ของปลาแถวนั้นไปเลย
แต่สำหรับผมแล้ว ผมเชื่อว่า เรื่องกรรมดีกรรมชั่วในอดีต มันส่งผลให้กับเราก็จริง  แต่อีกส่วนหนึ่งก็อยู่ที่ “กรรมใหม่” ที่เราสร้างขึ้นในปัจจุบันด้วย
ยิ่งกว่านั้นผมยังเชื่ออีกว่า คนเราทุกคนมี “บุญใหญ่” ส่งมาให้เกิดเป็นคนอยู่ทุกวันนี้เป็นทุนอยู่แล้ว ถ้าจะให้ผมเปรียบเทียบแล้ว ทุกคนที่เกิดเป็นมนุษย์ มี “บุญ” หรือ “กรรมส่วนดี” ส่งมาในอัตราส่วนมากกว่า 99% ส่วนเรื่องของกรรมเก่า หรือที่เรียกว่า “วิบากกรรม” นั้น น่าจะติดมาสักแค่ไม่ถึง 1% เท่านั้นเอง ทำไมผมพูดอย่างนั้นเรามาดูกันนะครับ
ขอยกพระไตรปิฎกมาเล่าให้ฟังนะครับว่า... “ครั้งหนึ่ง พระอานนท์เคยถามพระพุทธเจ้าว่า...โอกาสที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์มีมากน้อยแค่ไหน พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบ แต่ใช้ปลายนิ้วแตะที่ลิ้นและแตะที่พื้นดิน ก็มีเศษฝุ่นที่ติดปลายนิ้วของพระพุทธองค์ขึ้นมา...นั่นแหละคือโอกาสที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์...เทียบกับเศษฝุ่นทั้งหมดบนผืนโลก” หรืออีกครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าได้เปรียบเทียบว่า “สมมติว่ามีเต่าตาบอดอาศัยอยู่ใต้ทะเลลึก และบนผืนน้ำมีห่วงยางลอยอยู่อย่างไร้ทิศทางอยู่หนึ่งอัน ทุก ๆ หนึ่งร้อยปี เต่าตัวนี้จะว่ายจากใต้ทะเลเพื่อขึ้นมาหายใจ และโอกาสที่เต่าจะโผล่หัวขึ้นมาลอดห่วงยางพอดี...นั่นแหละโอกาสที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์”
ทีนี้รู้หรือยังครับว่าโอกาสที่พวกเราจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้น มันน้อยนิดแค่ไหน...แสดงว่ากว่าจะเกิดมาได้นั้น ต้องได้เคยสร้างและสั่งสมบุญบารมีมาแล้วมากมายทีเดียว แล้วทีนี้ตอนนี้เราก็ได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว เรามี “ชีวิต” เป็นของตัวเองแล้ว เรายังจะใช้ “ชีวิต” แบบ “ฉาบฉวย” อยู่อีกหรือไม่?
        ตอนต่อไป ผมจะยกตัวอย่าง "ชีวิตที่ฉาบฉวย" ตัวจริงที่ผมรู้จักมาเล่าให้ฟังกันครับ


ไม่มีความคิดเห็น: