วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554

ชีวิตไม่ฉาบฉวย (4)


        อย่างที่ได้บอกว่าจะขอยกตัวอย่างชีวิตที่ “ฉาบฉวย” ซึ่งเป็นคนจริง ๆ ที่ผมรู้จัก แต่ขอสงวนชื่อจริง บุคคลตัวอย่างเหล่านี้ผมขอตั้งชื่อสมมติขึ้นมา (อย่างไรก็ตาม สำหรับบุคคลตัวอย่างที่ล่วงลับแล้ว ก็ขออุทิศส่วนกุศลที่ผมได้นำเอาวีถีชีวิตมาเล่าเพื่อเป็นข้อคิดให้กับคนรุ่นหลัง ขอให้กุศลนี้ดลบันดาลให้บุคคลเหล่านี้ไปสู่สุขคติด้วยเถิด)
“สมชาย” เป็นญาติที่ใกล้ชิดกับผมมาก เขาเกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สองเล็กน้อย (แปลว่าอายุมากกว่าผมเยอะเลย) สมชาย เป็นอีกคนที่ผมรู้จักที่ “ไม่ยอมแก่” ไม่ใช่เพราะรักษาตัวเองได้ดีจนไม่แก่นะครับ....
ผมเคยหยอดมุกเสมอ ๆ ตอนบรรยายว่า “ใครไม่อยากแก่?” ปรากฏว่ายกมือกันสลอน ผมก็จะยกตัวอย่างคุณสมชายนี่แหละ ผมบอกว่ามีคนหนึ่งที่ไม่ยอมแก่ เพราะแก “ตาย” ตั้งแต่ยังหนุ่ม ๆ (ดังนั้นถ้าไม่อยาก “แก่” ก็ “ตาย” ซะก่อนนั่นเอง) ทีนี้พอถามใหม่ว่า ระหว่าง “อยากตาย” กับ “อยากแก่” เลือกอะไร? ที่ประชุมก็ร้อง “อยากแก่” กันหมดเลย ฮ่า ๆ ๆ ๆ (จริง ๆ คิดกันให้ดี ๆ นะครับว่า...สิ่งที่ปรารถนาสูงสุดของเราคืออะไร ผมว่าคือ อยากมีเวลามีชีวิตอยู่ให้นาน ๆ ซึ่งก็หมายความว่าไม่อยากอายุสั้น ตรรกของความหมายก็คือ คนเราทุกคน “อยากแก่” กันหมดจริงไหมครับ?)
จริง ๆ คุณสมชายแกไม่ได้ตายธรรมดา ๆ ครับ เพราะแกยิงศีรษะตัวเองตาย สาเหตุคือเมา แล้วเอาปืนที่เพื่อนฝากไว้ออกมาเล่น พี่สาวของแกก็เข้าไปห้ามจะขอปืน แกก็เลยยกขึ้นมาจ่อหัวหยอกพี่สาว ปรากฏว่าปืนลั่นโป้ง คุณสมชายเลยตายคาที่ (ตอนอายุสี่สิบต้น ๆ เท่านั้นเอง) 
คุณสมชาย เป็นน้องสุดท้อง มีพี่ 7 คน หน้าตาหล่อระดับพระเอกหนังสู้ไม่ได้ ผิวขาว รูปร่างดี แต่ความเป็นลูกคนเล็กสุด เลยติดนิสัยเอาแต่ใจตัวเอง ขี้โมโห เรียนจบมาก็ทำงานแบบไม่อดทน เปลี่ยนงานทุกปีเว้นปี (ชอบเมาทะเลาะกับนาย) จนอายุ 40 ก็เลยวัยที่จะหางานใหม่ เพราะไปสมัครที่ไหนก็ไม่มีใครรับ เคยค้าขายก็ขาดทุน (ผมก็เคยเสียเงินให้แกเป็นหมื่นเพราะมาร้องไห้ขอทุนไปค้าขาย ผมใจอ่อนให้ไป..ไม่ต้องบอกก็คงรู้นะครับว่าไม่ได้เงินคืน) สุดท้ายไปขออาศัยพี่สาว แบบว่าจะขอช่วยทำงานแลกที่อยู่ที่กิน แต่ก็ติดเหล้างอมแงม งานการก็ไม่ได้ช่วยอะไรเป็นเรื่องเป็นราว พี่สาวแกก็บ่น, ด่า ทุกวัน แกก็เมาทุกวัน (คิดว่าเมาแล้วจะหนีปัญหาได้) ที่สุดก็ตายแบบไม่ได้แก่อย่างที่เล่า
“ป้าทอง” เป็นคนธรรมะธรรมโม ทั้งชีวิตไม่เคยเบียดเบียนใคร มีน้องหลายคน เลี้ยงน้องจนโต น้องมีลูก น้อง ๆ ก็เอาลูกมาโยนให้เลี้ยงอีก ตัวเองเลยไม่มีเวลาแม้แต่หาสามีสักคน ป้าทองแกเลยเป็นโสด ใช้ น.ส. นำหน้าตลอดชีวิต แกมีอาชีพค้าขายทั้งชีวิตจนแก่ เก็บเงินได้ก้อนหนึ่งไม่มากนัก (ไม่รวยทั้ง ๆ ที่น่าจะรวย) ก็หมดแรงพอดี ความที่ทำแต่งานไม่ได้ดูแลตัวเอง เลยป่วยเป็นอัมพาตอยู่เป็นปี ๆ ก่อนตายยกเงินก้อนสุดท้ายประมาณห้าแสนกว่าบาท ให้น้องชายคนหนึ่งดูแล กะว่าน้องคนนั้นจะดูแลแกจนหมดลม น้องชายก็ดีมาก เจียดเงินของพี่ซื้ออาหารให้พี่วันละ 40 บาท (กลัวเงินหมดพี่ยังไม่ตายต้องควักกระเป๋าเอง) ตอนป้าทองตาย เงินยังเหลืออีกเป็นแสน ทั้งทองหยองทั้งพระเครื่องดี ๆ น้องชายคนนั้นยึดเอาหมด คำขวัญของป้าทองที่แกพร่ำสอนน้อง ๆ หลาน ๆ ทุกวันซ้ำแล้วซ้ำอีกคือ “คนเราเกิดมาวาสนามันจะจน..ทำยังไง ๆ มันก็จนจนตายน่าแหละ”
“ลุงยันต์” เป็นคนสมองดีตั้งแต่เด็ก ๆ เวลาเรียนหนังสือไม่เคยตั้งใจเรียนกับใคร แต่ตอนสอบได้ที่ 1 ทุกที แม้ไม่ตั้งใจก็ยังเรียนจนจบมัธยม แต่แล้วแกก็ไม่เรียนต่อดี ๆ เพราะคิดว่า ไม่ต้องเรียนสูงก็เอาตัวรอดได้ ตอนหนุ่ม ๆ แกไปเป็นทหาร ก็เรียนเสนารักษ์ได้เป็นหมอทหาร ออกจากทหารมีเมียมีลูก ก็เลิกกัน สุดท้ายทำอาชีพช่างตัดผม แล้วก็รับจ้าง “ฉีดยา” แบบหมอเถื่อนให้คนในละแวกบ้าน (พวกมาให้ฉีดยาคงคิดว่ามันถูกกว่าไปหาหมอจริง ๆ) ต่อมาก็เบื่อทำงาน ไปขออาศัยน้องชายอยู่ไปวัน ๆ โดยได้เงินจากการ “ฉีดยา” และซื้อขายฝิ่น (ตัวเองก็ติดฝิ่น) ....อยู่กับน้องชาย จนน้องชายเสียชีวิตไปแล้ว ก็ไปขออยู่กับพี่สาวอีกคน พี่สาวใจดีแบ่งที่ทางให้อยู่พอคุ้มหัวนอน...ต่อมาพี่สาวก็เสียชีวิตไปอีก แปลกแต่จริงที่แกอายุยืนจังเลย ไม่มีเมีย, ไม่มีลูก, ไม่มีญาติ, ไม่มีงาน, ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรสักอย่าง อายุมากเข้า เดินก็ไม่ค่อยไหว วันไหนมีแรงเดินก็เดินไปขอข้าววัดกินไปวัน ๆ วันไหนเดินไม่ไหวก็อด ปกติแกเป็นคนไม่มีใครคบ เพราะนิสัยเข้ากับใครก็ไม่ได้ ตอนแก่ใกล้ตายเลยไม่มีใครคอยช่วยเอาข้าวน้ำให้เอาบุญสักคน สุดท้ายมีคนไปเห็นว่าแกหมดลมไปแล้ว ก็ไม่มีใครจัดงานศพให้ ต้องเป็นธุระของปอเต็กตึ้ง (อันที่จริงในละแวกนั้น ยังมีน้องชายแท้ ๆ อยู่แถวนั้น แต่น้องชายและญาติคนอื่นไม่สนใจจะทำศพให้เลย แปลกมาก ๆ) ตลอดชีวิตแกมีคติประจำใจว่า “เกิดมาชาตินี้จะเหนื่อยทำงานไปทำไม อยู่เฉย ๆ ก็ไม่เห็นอดตาย”...จริง ๆ มีคนสัณนิษฐานว่า สาเหตุที่แกตายก็เพราะ “อดตาย” นั่นเอง
“นายทิด” เคยบวชสองครั้ง ครั้งแรกแป๊บเดียวสึก ครั้งที่สองแปดพรรษา สมองดีมากเพราะท่องปาฏิโมกได้ตั้งแต่บวชครั้งแรก นายทิดตอนนี้ยังไม่ตายครับ แต่ชีวิตน่าศึกษา เด็ก ๆ พ่อแม่เลิกกัน วัยรุ่นเลยเกเร เมา, เที่ยว, ตีกัน และสุดท้ายก็ “ติดยา” เลยจากวัยรุ่นมาแล้ว ก็โดนคดีติดคุก เข้า ๆ ออก ๆ 
คอยอ่านตอนต่อไปนะครับ บทความนี้อาจเป็น “หนังสือ” ขึ้นมาจริง ๆ ก็ได้ ...ตอนหน้ามีตัวอย่างคนที่ใช้ชีวิต “ฉาบฉวย” มาเล่าอีกครับ

ไม่มีความคิดเห็น: