วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ชีวิตไม่ฉาบฉวย (2)

ชีวิต? (ต่อ)

กลับไปอ่านตอน (1)


พวกเรานิยามคำว่า “ชีวิต” ไว้อย่างไรบ้าง?
แล้วตัวผมเองล่ะ อายุห้าสิบกว่าปีนิยามคำว่า “ชีวิต” แล้วหรือยัง?.....อือม์...สำหรับตัวผมเอง จะตอบคำถามว่า “ชีวิตคืออะไร?” ให้กับตัวเองได้ไหม (แบบที่ต้องซื่อสัตย์กับตัวเองด้วย คือต้องเป็นนิยามที่ตัวเองคิดอย่างนั้นจริง ๆ)
ผมตั้งใจอยู่เหมือนกันว่าจะต้องเขียนเรื่องนี้ไว้ด้วยครับ ก็คือเรื่องของ “ความซื่อสัตย์กับตัวเอง” เพราะจริง ๆ แล้ว ผลดีที่ได้จากการการใช้ทฤษฎี “ชีวิตที่ไม่ฉาบฉวย” นั้น ต้องเริ่มต้นด้วยการ “ซื่อสัตย์กับตัวเอง” เพราะสำหรับผมแล้ว ผมเชื่อว่าทุกชีวิต ในที่สุดแล้วจะมีจุดสำคัญที่สุดของชีวิต อยู่ตรง “ลมหายใจสุดท้าย” เพราะพวกเราทุกคน พอถึงจุดนั้น..เมื่อถึงเวลาที่เรารู้ว่าชีวิตกำลังจะสูญสิ้นลงนั้น จะมีคำตอบสุดท้ายสำหรับตัวเอง คำตอบที่ซื่อสัตย์กับตัวเองที่สุดเลยว่า “เราใช้ชีวิตมาคุ้มค่าหรือไม่?” ถ้าใช่..เราจะไปอย่างสงบ และไปสู่สุขคติ แต่ถ้าไม่..เราจะทุรนทุราย สติขาดสะบั้นถึงขั้นวิกลจริตก่อนตาย และแน่นอน ที่ไปจากนั้นไม่ใช่สุขคติแน่ ๆ (แน่นอน ผมพูดแบบนี้แสดงว่าผมมีความเชิ่อในเรื่อง “ชีวิตหลังความตาย” ด้วย) 
ดังนั้นสำหรับผม..ตอนนี้.. นิยามคำว่า “ชีวิต” ของผมก็คือ “สิ่งที่ผมอ้างเป็นเจ้าของได้...ตั้งแต่ยังไม่เกิด จนกระทั่งตาย แม้ตายไปแล้วผมก็ยังเป็นเจ้าของมันอยู่” (บางท่านต้องแย้งแน่ ๆ เลยว่า "ตายไปแล้ว" ยังจะมีชีวิตอีกหรือ?...ผมว่ามี..ก็ชีวิตหลังความตายไงล่ะ) และภารกิจที่ผมจะต้องทำกับ “ชีวิต” ของผมคือ ทำอย่างไรคำตอบสุดท้ายเมื่อลมหายใจสุดท้ายของผม (ในชาตินี้) จะพาผมไปสู่ที่ที่ผมต้องการจะไป (ในชาติหน้า)? 
ที่ใช้คำว่า “ตอนนี้” เพราะ มันอาจเปลี่ยนไปอีก ผมอาจได้ค้นพบความหมายที่ “ใช่” มากกว่าที่ “ใช่” ในตอนนี้ก็เป็นได้
ชีวิตที่เหลือ ผมจึงจะใช้มันให้หมดไปอย่าง “ฉาบฉวย” ไม่ได้อย่างเด็ดขาด เวลาของผมไม่มากเลย..ไม่ใช่สิ...คิด ๆ ดูแล้ว ผมแทบไม่มีเวลาใช้ชีวิตแบบ “ฉาบฉวย” ได้อีกเลย
นี่คือนิยามคำว่า “ชีวิต” ของผม ...แล้วของท่านล่ะ?
ลองดูซิครับ อย่างที่ผมบอกว่าลองหากระดาษมาเขียนนิยามชีวิตของท่านดู ลองนึกถึงการเจริญเติบโตของชีวิตของเรา ในช่วงเวลาต่าง ๆ เราคิดว่า เราได้นิยามความหมายของชีวิตไว้อย่างไรบ้าง? ตอนเด็ก ๆ เคยคิดเรื่องนี้ไหม? แล้วคิดว่าอย่างไร? เช่นเดียวกับตอนช่วงอายุต่าง ๆ ...ตอนอายุ 16 คิดกับชีวิตอย่างไร?, ตอนอายุ 20, 25, 30, 40 ฯลฯ
ลองทำดูครับ เชื่อผมสักครั้ง ลองทำดู....สิ่งที่ผมอยากให้เราทำดูก็เพราะ บางคนยังไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย แล้วถ้ายังไม่เคยคิดเรื่องแบบนี้ งั้น....ชีวิตของเราที่ผ่านมาก็ “ฉาบฉวย” จริง ๆ แล้วละ 
        แล้วถ้าเราตั้งสมมติฐาตว่า "ชีวิต" มีเฉพาะช่วงเกิด ถึงตาย งั้นผมมีคำถามสำคัญครับว่า "เกิดมาชาติหนึ่ง เราได้มีโอกาส เป็นเจ้าของ อะไรบ้าง?"
        ถึงวันนี้ เรามีอะไรเป็นของตัวเองบ้าง?
        .....ก็มีหลายอย่างไง....บางคนมีที่ดิน มากบ้าง น้อยบ้าง, มีเงิน ทั้งเงินสดและเงินฝากธนาคาร, มีรถ, มีเฟอร์นิเจอร์ ทีวี ตู้เย็น, มีเครื่องประดับเพชรนิลจินดา มีของใช้แพงบ้าง ถูกบ้าง, มีเสื้อผ้า ฯลฯ ทุกอย่างที่มีเหล่านี้ ก็มีตามอัตภาพ, ตามสถานภาพ คนรวยก็มีเยอะหน่อย คนจนก็มีน้อยหน่อย บางคนอาจบอกว่า “มีแต่กางเกงใน” ฯลฯ
            ของพวกนี้ ตามหลัก “อนัตตา” ของพุทธ ท่านว่าสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป (สาธุ.....)
       เอาเป็นว่าความเข้าใจประสาบ้าน ๆ หลายท่านคงจะเห็นด้วยว่า บรรดาสิ่งต่าง ๆ ที่เราคิดว่าเรา “เป็นเจ้าของ” นั้น แท้ที่จริงมันอาจไม่ใช่
       อย่างเช่นบ้านที่บางคนมีเป็นเจ้าของแล้ว ถ้าบ้านหลังนี้เรายังต้องผ่อนชำระอยู่ มันก็ยังไม่ใช่ของเราอย่างแท้จริง มันยังเป็นของธนาคารอยู่ แต่บางคนผ่อนหมดแล้ว หรือซื้อเงินสด โอนมาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว เราก็ว่าเรา “เป็นเจ้าของ” แล้ว วันดีคืนร้าย มันก็อาจจะไม่ใช่ เป็นต้นว่าอาจเกิดแผ่นดินไหว, ไฟไหม้, ซึนามิ ฯลฯ อยู่ ๆ พังหายไปเลย ผมพูดอย่างนี้บางท่านบอกโอกาสมันเป็นไปได้น้อยอยู่ ผมจะบอกเรื่องโอกาสที่ความเป็นไปได้สูงสุดไหมครับ? เอาว่า 100% ไปเลย (อาจจะล้านเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำไป) เมื่อเจ้าของตายไป มันก็ต้องโอนไปเป็นของคนอื่นอยู่ดี งั้นของที่เรามี ตอนเราตายเราเอาไปไม่ได้ มันก็แปลว่า ไม่ว่าจะบ้าน, รถ, หรือทรัพย์สินใด ๆ ที่เราคิดว่า “เรามี”, เราเป็น “เจ้าของ” นั้น จริง ๆ สิ่งนอกกายเหล่านี้ เราไม่เคยได้เป็นเจ้าของที่แท้จริง
       วันนี้เราก็เห็น ๆ อยู่ว่า อยู่ ๆ ตึกหลังที่เคยเป็นห้างฯ ใหญ่อันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้ามคืนเดียว มันก็กลายเป็น ซากปรักหักพังเรียบร้อยแล้ว, หรือกรณีเกิดซึนามิในญี่ปุ่น และก็เหตุอีกต่าง ๆ นานา นับประสากับสิ่งของที่เราเคยมี คิดดูนะครับ เสื้อผ้าที่เราเคยใส่เมื่อ 5, 10, 20 ปีที่แล้ว ตอนนี้มันไปไหน?, รถคันที่เราเคยขับเมื่อ 10-20  ปีที่แล้ว วันนี้มันไปเป็นซากอยู่ที่ไหน?, ทีวี, ตู้เย็น, หนังสือ, โน้ตบุ๊ค, มือถือ, แหวนนาฬิกาสร้อย ฯลฯ สิ่งต่าง ๆ เราเพียง “เคย” ได้ครอบครองกรรมสิทธิ์ชั่วระยะหนึ่ง แล้วมันก็สลายตัวไป

       นั่นเป็นเรื่องของ “สิ่งของ” ยังมีอื่น ๆ อีก ... พ่อ แม่ ญาติ พี่ น้อง บุตร ภรรยา เพื่อน ฯลฯ เหล่านี้ เราก็ไม่ได้เป็นเจ้าของ จริงอยู่ เรามีแม่ มีพ่อ มีลูก เป็นของตัวเอง แต่เมื่อถึงเวลาก็ต้องเปลี่ยนไป ถึงเวลาหนึ่ง พวกเขาก็ต้องจากไป บางทีเราก็จากพวกเขาไปก่อน งั้น พวกนี้ก็ไม่ใช่ “ของเรา”
       แม่แต่สังขารร่างกายของเราเอง พวกเราเคยรู้ไหมครับว่า เซลล์ในตัวเราเฉลี่ย มีอายุปีเดียวเอง อย่างมากไม่เกิน 2-5 ปี ร่างกายของเราวันนี้ กับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว มันเป็นคนละร่างครับ ไม่ได้พูดเล่นนะครับ เซลล์ในร่างกายเรามีหลายล้านเซลล์ แต่มันตายทุกวัน แล้วก็เกิดใหม่ทุกวันเช่นเดียวกัน ไม่เกิน 5 ปี เซลล์ส่วนใหญ่ของเราก็ไม่ใช่เซลล์เดิมแล้ว
       สรุปแล้วมองไปรอบ ๆ ตัว ไม่มีอะไรสักอย่างที่ “เป็นของเรา” ไม่มีอะไรสักอย่างที่เราควบคุมมันได้ มันอยากอยู่มันก็อยู่ มันอยากสลายไปมันก็ไป ห้ามมันไม่ได้แม่แต่ร่างกายของเรา แล้วพอเป็นแบบนั้น มันก็เป็นความทุกข์อย่างหนึ่ง ทุกข์ที่เราจะพยายาม “ยึดถือ” ว่ามันเป็นของเรา พยายาม “ยื้อ” ไว้ไม่ให้มันเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อทำไม่ได้ เราก็คร่ำครวญ เป็นทุกข์ เป็นกังวล ต่าง ๆ นานา บางคนเป็นบ้าไปเลย เพราะตอนใกล้ ๆ จะตาย ก็พยายามยื้อไว้ ไม่อยากให้แก่ ไม่อยากตาย พอห้ามไม่ได้จริง ๆ ก็ขาดสติ ครูบาอาจารย์ระดับอริยะบุคคลท่านหนึ่งเคยสอนไว้ว่า คนเรามากกว่า 99% ก่อนตาย เสียสติ!!! (ย้ำ 99% จริง ๆ )เพราะความทุกข์ทรมานสุด ๆ ก่อนตาย จริง ๆ ทุกข์จากสังขาร จากโรคภัยใข้เจ็บ ทุกข์จากการรักษาร่างกายไว้ไม่ได้ มันก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว (แต่ฝึกให้ละเวทนาได้นะครับ เขาเรียกฝึก “สติปัฏฐาน” ไว้ค่อยคุยกันทีหลัง) แต่ทุกข์ที่ทำให้เสียสติ ที่หนักกว่าคือ ทุกข์ที่ “ยังไม่อยากตาย” เพราะรู้สึกว่ายังไม่พร้อมที่จะตาย อาการดิ้นรนทุรนทุรายตรงนี้แหละ เป็นผลของความทุกข์ที่ว่านั้น
       แต่มีอย่างน้อยอย่างหนึ่งครับที่ “เราเป็นเจ้าของ” อย่างแท้จริง เรามี “กรรมสิทธิ์” ของเราโดยชอบธรรม ไม่มีใครสามารถเอาไปจากเราได้ (ถ้าเราไม่ยอมเอง) เราเป็น “เจ้าของ” มันตั้งแต่เราเกิด, จนกระทั่งเราตาย สิ่งนั้นคือ “ชีวิต” (ส่วนตัวผมเชื่อว่า เราเป็นเจ้าของ “ชีวิต” ของเรามาตั้งแต่ก่อนเกิด และเราก็ยังเป็นเจ้าของ “ชีวิต” ของเราอยู่แม้ตายไปแล้วก็ตาม
 (หมายเหตุ:บางทีเรายังเป็นเจ้าของจริง ๆ อีกหลายอย่าง ที่ผมนึกออกอีกอย่างคือ "เวลาที่เหลือก่อนตาย" อันนี้ก็เป็นของเรา ซึ่งมันก็สุดแท้แต่เราจะจัดการกับมันอย่างไร...ไว้ผมจะเขียนทีหลังครับ)
       เพราะฉะนั้นเมื่อเรา “เชื่อ” และ “ศรัทธา” ว่า “ชีวิตเป็นของเรา” เราก็จะต้องสามารถวางแผนชีวิต, ควบคุม, ดูแล, จัดการ ฯลฯ ชีวิตของเราเองได้ ประเด็นนี้เองที่หลาย ๆ คนพูดว่า “ชีวิตต้องมีเป้าหมาย” หรือบางคนบอกว่า “ต้องมีแผนการสำหรับชีวิต” นี่แหละครับที่ผมกำลังพยายามจะประกาศว่า...
 ...ถ้ามันมีสิ่งที่เราเป็นเจ้าของได้...คือชีวิตของเราเอง อย่างนั้นตั้งแต่นี้ จงหยุดใช้ชีวิตแบบ “ฉาบฉวย” ได้แล้ว

ไม่มีความคิดเห็น: