คำนำ
ผมนั่งคิดอยู่หลายวันว่าอยาก “เขียนหนังสือ” ขึ้นสักเล่ม บังอาจใช้คำว่า “เขียนหนังสือ” เลยแหละ ทั้ง ๆ ที่เกิดมายังไม่เคย “เขียนหนังสือ” เลยสักเล่ม ได้แต่อ่านหนังสือมาแล้วหลายร้อยเล่มตลอดชีวิต (แต่เคยเขียนบทความเล็ก ๆ บ้าง, เรื่องสั้นบ้างฯลฯ ลงในนิตยสารสมัยเรียนหนังสือ กับนิตยสารของธนาคารสมัยทำงานตอนหนุ่ม ๆ ) และความรู้สึกที่ทำให้อยากเขียนหนังสือ ก็เพราะนั่งคิดถึง “ชีวิต” ของตัวเอง ว่าเท่าที่ได้ “สร้าง” ชีวิต, “รักษา” ชีวิต, “เลี้ยง” ชีวิต และ “ใช้” ชีวิต มาจนอายุปาเข้าไปห้าสิบกว่า อีกไม่กี่ปีก็ 60 แล้ว มันก็น่าจะมีหลาย ๆ อย่างในชีวิตที่เป็นตัวอย่าง สมควรที่จะแบ่งปันให้คนอื่นได้อ่านหรือไม่? ที่สำคัญคือเขียนแล้วจะมีคนอ่านหรือไม่? เพราะอุตสาห์ลำบากลำบนเขียนแล้ว ถ้าไม่มีใครอ่านมันก็เสียเวลาเปล่า ๆ
แต่คิดไปคิดมาผมก็หาข้อสรุปได้ว่า มันคงไม่สำคัญหรอกว่าจะมีใครอ่านหรือเปล่า เอาเป็นว่าผมได้เขียนมันขึ้นมาก็แล้วกัน อย่างน้อยวันที่ผมจากโลกนี้ไป ยังมี “หนังสือเล่มนี้” ไว้เป็นที่ระลึก
พูดซะโก้ว่า “หนังสือเล่มนี้” จริง ๆ มันมีโอกาสตีพิมพ์เป็นหนังสือหรือเปล่า? ผมคิดว่าคงไม่มีหรอก เพราะไอ้ผมมันไม่ใช่ดาราดัง ๆ ที่พอเขียนเป็น ก็มีหนังสือเป็นของตัวเองกันเกร่อไปหมดด้วยอาศัยความดังเป็นทุนเดิม ช่างเหอะ จะได้พิมพ์หรือไม่ได้พิมพ์ ผมขอเขียนไว้ก่อนก็แล้วกัน (ไม่แน่ ลูกหลานอาจจะเอาออกมาพิมพ์แจกงานศพก็ได้...นี่ไม่ได้พูดเป็นลาง เพราะผมวิปัสสนามีความตายเป็นที่ระลึกตลอดเวลาอยู่แล้ว)
แล้วที่ว่าอยากเขียนหนังสือสักเล่มนี่นะ ชื่อหนังสือมันก็ออกมาในใจว่าน่าจะเป็นเรื่องของความฉาบฉวย ที่แต่ละคน (ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม) มันใช้ “ความฉาบฉวย” เป็นที่ตั้งอยู่ตลอด 95% ของเวลาที่ใช้ในชีวิต และก็เพราะ “ชีวิตที่ฉาบฉวย” ก็ทำให้คน “สร้างชีวิตไม่เสร็จ” สักที แล้วก็ตายไป
แต่จริง ๆ ผมก็ไม่ใช่คนที่จะถือว่า “สำเร็จ” อะไรในชีวิตมากมาย จริง ๆ ก็ยังเป็นคนธรรมดา ๆ อยู่ แล้วก็อยู่ในช่วงเวลาสร้างชีวิต ด้วยซ้ำ เพียงแต่มันกำลังจะพ้นมาแล้ว ออกมาเป็นคนที่สร้างชีวิตเกือบเสร็จ เวลาที่เหลือจะได้ “ใช้ชีวิต” ก่อนตาย เลยอยากใช้เวลาที่ว่าง ๆ ที่พอมีระหว่างนี้ รวบรวมประสบการณ์ที่ผ่านมา อยากเล่าให้ฟังถึงในบางช่วงเวลาที่ผมใช้ไปแบบ “ฉาบฉวย” เป็นเหตุให้ประสบปัญหาเกือบหายนะได้อย่างไร และในช่วงเวลาที่ “ไม่ฉาบฉวย” ทำให้ก้าวขึ้นมาอยู่บนถนนเส้นเดียวกับคนสร้างชีวิตได้สำเร็จได้อย่างไรเช่นเดียวกัน
แล้วก็ต้องขอโทษด้วยที่การตกผลึกเล็ก ๆ ทางแนวคิดที่ผมพอเริ่มจะมีกับเขา แล้วเวลาที่จะเล่าให้ฟัง ก็คงต้องคุยออกมาบ้างว่าคิดยังไง? ทำยังไง? อาจจะเหมือนคนขี้โม้บ้าง ก็หวังว่าจะได้รับการอภัย
ชีวิต?
บทนี้ว่าด้วยเรื่องของ “ชีวิต” ที่ผมเอาเครื่องหมายคำถาม “?” มาใส่ก็เพราะมันมีประเด็นเกี่ยวกับการถาม
ก่อนอื่นเรามาดูความหมายกัน
คำว่า “ฉาบฉวย” ตามพจนานุกรมอาจแปลความหมายได้หลายอย่าง เช่น ชั่วครั้งชั่วคราว, ขอไปที, ไม่จริงจัง
คำว่า “ชีวิต” อันนี้ต้องไปหาความหมายในพจนานุกรมหรือเปล่า ผมว่าผมคงไม่ต้องถึงกับไปหาความหมายในพจนานุกรมหรอกนะครับว่า “ชีวิต” นี่มันมีความหมายว่าไง? แต่เอ๊ะ พวกเราเคยถาม หรือเคยคิดกันไหมครับว่า “ชีวิต คืออะไร?”
อือม์....ผมเองก็ไม่เคยคิดประเด็นนี้นะครับ
“ชีวิตแปลว่าอะไร?” นี่เป็นคำถามง่าย ๆ แต่เวลาตอบมันยาก เอ้า...พวกเราลองเอากระดาษมาแผ่นหนึ่งแล้วเขียนคำตอบลองดูว่า “ชีวิตแปลว่าอะไร?”
แล้วคำถามนี้ล่ะ “ชีวิต..คืออะไร?”
จริง ๆ ดูเหมือนถ้าเราถามว่า “ชีวิต แปลว่าอะไร?” มันก็เหมือนเป็นคำถามง่าย ๆ ถ้าตอบไม่ได้ ก็แค่ไปเปิดพจนานุกรมฯ ซึ่งความหมายของ “ชีวิต” ในพจนานุกรมฯ ก็คือ “ความเป็นอยู่” แปลอีกทีแบบบ้าน ๆ ก็คือ “ยังอยู่แบบเป็น ๆ” ก็คงได้ (มั้ง) แปลอีกทีก็อาจจะได้ว่า “ชีวิต” แปลว่าช่วงเวลาของเรา เริ่มตั้งแต่เกิด จนตาย”
แต่พอเราจะตั้งคำถามว่า “ชีวิต..คืออะไร?” มันก็ต้องมีอาการ “อึ้งกิน” ขึ้นมาก่อน แล้วเวลาจะตอบมันก็จะสะเปะสะปะตอบกันไปคนละอย่างสองอย่าง แม้คนเดียวกันตอบ ก็วันนี้ตอบอย่าง วันหน้าตอบอีกอย่าง...ซะงั้น !!!
เข้าไปดูเขาถามเขาตอบกันในอินเตอร์เน็ท ลองดูไหมครับว่าแต่ละคนจะตอบกันว่าอย่างไร?
“....ชีวิตคือการดิ้นรน ชีวิตคือการต่อสู้ ชีวิตคือการเรียนรู้ ชีวิตคือการเดินทาง ชีวิตก็คือเรา เราก็คือชีวิต...” อันนี้แบบปรัชญา
“...ชีวิต คือ ธรรมชาติ ประกอบด้วยธาตุ 4 มีจิตมาอาศัย ชิวิตตั้งอยู่ในหลักกฏไตยลักษณ์ มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปในที่สุด...” อันนี้แบบพุทธ ๆ
“...ชีวิตคือ ทุกสิ่งบนโลกที่มีลมหายใจ...” อันนี้ผมเถียงว่า ต้นไม้ไม่มีลมหายใจก็มีชิวิต
“...ชีวิต คือการรอคอยใครสักคนที่ใช่...” โรแมนติกครับอันนี้
“...ชีวิต คือ ความเป็นอยู่ เพื่อรับบุญ และบาปที่สร้างขึ้น...”คนนี้น่าจะชอบสวดมนต์
“...ชีวิต คือ สิ่งที่ไม่มีตัวตน หรือ ความแน่นอน ที่ไม่อาจอธิบายได้ แต่ ชีวิตต้องการการการเติมเต็มจากจากภายนอกด้วย...” งงไหมครับ?
“...ผมรู้คำตอบ ถ้าคุณอยากรู้จริงๆ ว่า "ชีวิตคืออะไร" ผมมีคำตอบให้คุณ โดยคำตอบนั้นไม่ได้มาจากตัวผม แต่ที่แน่ๆ ชีวิตไม่ใช่การต่อสู้ ชีวิตไม่ใช่การเรียนรู้ ชีวิตไม่ใช่การชดใช้กรรม ชีวิตไม่ใช่ความทุกข์ ถ้าคุณต้องการคำตอบจริงๆ และคำตอบมีคำตอบที่ถูกเพียงคำตอบเดียว...”เขาบอกแค่นี้จริง ๆ ครับ แล้วมันคืออะไรล่ะ?
“...ชีวิตก็คือการชดใช้บาปที่สร้างไว้ชาติที่แล้ว...” นี่ก็แนวพุทธเรา
“...ชีวิตคือความเป็นอยู่และจะเป็นไปตามวิบากกรรม...” พุทธเหมือนกัน
“...ชีวิตคือความไม่แน่นอน...” อันนี้ได้ยินบ่อย
“...ชีวิตคือพวกเราพวกเราก็คือชีวิตทำสิ่งถูกผิดก็คือ ชีวิตของพวกเรา...”ว่าเป็นกลอนเลย อันนี้ว่าง ๆ ผมจะเอาไปแต่งเป็นเพลง
“...ชีวิตคือการหาความสุขให้กับตนองจนกว่าจะถึงลมหายใจ สุดท้าย...” แนวเฮฮานะครับนี่
“...ชีวิต คือ การเกิดมาเพื่อชดใช้กรรม...”
“...ชีวิต คือลมหายใจ...” ง่ายดีครับแบบนี้
“...ชีวิต คือการเดินทางตามกาลเวลาเหมือนนาฬิกาที่เดินไม่มีวันหยุดจนกว่าจะ หมดถ่าน...” คม..คิดได้ไง?
“...ชีวิตที่แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ นั่นคือชีวิตที่สมบูรณ์...”
“...ชีวิต คือ การต่อสู้กับตัวเอง...”
“...ชีวิตคือทุกสิ่งทุกอย่าง...”
“...ชีวิตคือการปล่อย ปล่อยทุกสิ่งทุกอย่าง โดยเฉพาะความพยายาม ความรู้สึกว่าไม่ได้เรื่อง ความรู้สึกว่าช่างเสียเวลาจริงๆ ความรู้สึกพวกนี้แหละที่มันชอบทำให้เราต้องคอยบีบคั้นตัวเอง...” คนคิดแบบนี้พวกเราคิดว่า สุดท้ายชีวิตเขาจะเป็นอย่างไร?
“...ชีวิต คือชีวิต มีทั้งทุกข์ และสุข เมื่อเราเจอความทุกข์ ทั้งร่างกายและจิตใจ เราต้องอยู่และแก้ไขมันไป ให้ดีที่สุด ถ้ามันเจอแต่สุข เราคงไม่รู้จักทุกข์ และในโลกแห่งความเป็นจริง เราจะมีความทุกข์มากกว่า แล้วเราต้องทำยังไง เราต้องเรียนรู้ การอยู่ในโลกนี้ให้ได้ โดยลดทุกข์ให้มากที่สุด จะได้มีความสุขมากขี้น...” อันนี้ต้องหาเวทีให้ครับ จะได้ปราศัยได้เต็มที่
“...ชีวิตคือ***และ***มา***กัน...” เซ็นเซอร์ครับ
“...ชีวิตคือความฝัน ความตายคือ ความจริง แต่เขาให้เราเกิดมาเพื่อไร น่าจะเป็นคำถามที่ตรงประเด็นกว่า...” น่านซิ แล้วจะให้ไปถามใครล่ะ?
“...เดี๋ยวเราก็ตื่น ตอนเราตาย แล้วจะรู้ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร เวรกรรมนะ เขาไม่บอกว่าให้เราเกิดมาทำไม...” น่าคิดนะครับความคิดนี้
“...ชีวิตคือความรัก ชีวิตที่ปราศจากความรัก ไม่ใช่ชีวิต ความรักคืออาหารใจ ความรักสร้างชีวิต ความรักหล่อเลี้ยงจิตใจมนุษย์...” เดี๋ยวเหอะ เดี๋ยวก็ต้องมาถามกันอีกว่า “ความรักคืออะไร?”
“...ชีวิต (Life) คือ งานเขียนภาพของจิตรกร ที่บรรจงวาดภาพด้วยความบรรจง ประณีต แทรก จิต วิญญาน ไว้ในภาพนี้ นับตั้งแต่แรกเริ่ม พ่อ *** เป็นผู้เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ๆๆๆ จากนั้น เจ้าตัวก็ เป็นผู้วาดต่อ ปีที่ 1 - จนถึงปีที่จบสิ้น ภาพบางภาพ มีสังคมกล่าวขานถึง ชั่วนิรันดร์ แต่สำหรับชาวพุทธ.... ภาพส่วนใหญ่ ตอนเริ่มต้น เส้นของภู่กัน อ่อนไหว ผสมสีแข็งไป เส้นขาดตอน ตอนกลาง ๆ ๆ เส้น สี การวาดเส้นสาย ต่าง ๆ ดูดี ให้อารมณ์ชัดเจน ในตอนท้าย ให้แสงที่อ่อนโยน แช่มชื่น แม้จะขาดความมั่นใจไปบ้าง แต่ ยังดี ที่ ใส่สีขาวเข้าไปในจิต ก่อนจะลงสี. ดังนั้น ตอนหลัง ๆ ๆ จึง ดู เหมือนภาพ จะว่างเปล่า... แต่เมื่อเพ่งดู จะเห็นว่า เป็น สีชาว มุก ... อนิจจา วัตสังขารา..นี่คือชีวิต ตั้งแต่เริ่ม จน สิ้นสุด...” อันนี้ผมอ่านไปอ่านมา คนตอบพูดถึงนิพพานแน่ ๆ เลย
“...ชีวิตก็คือชีวิต...จบ...” อันนี้ขอปิดท้ายก็แล้วกัน
(ยังไม่จบบทที่ 1 ครับ) วันนี้อ่านตอนแรกไปก่อนครับ เดี๋ยวตอนที่สองมาแล้วจะมาใส่ Link ให้ สวัสดี..
1 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็นได้ครับ เป็นกำลังใจก็ยังดีครับ
แสดงความคิดเห็น